10อันดับ สนามที่สวยที่สุด

  1. Luzhniki Stadium, Moscow, Russiaสโมสร:  ไม่มี  เป็นสนามกีฬาประจำชาติ
    ปัจจุบันกำลังปิดปรับปรุง ตั้งแต่วันที่ 10 พ.ค. 2013 เพื่อเตรียมรับเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ปี 2018
    สร้างในปี:  1956
    ความจุ:  78,360 ที่นั่ง และจะเป็น 81,000 ที่นั่งในปี 2018
    ดาวเตะประจำทีม:  Igor Akinfeev ผู้รักษาประตูสุดหนึบ มือ 1 ทีมชาติรัสเซีย จากทีม CSKA Moscow
    จุดเด่น:  สนามฟุตบอล แห่งชาติรัสเซียนี้มีความจุขนาดเกือบ 8 หมื่นที่นั่ง เพราะเดิมสนาม Luzhniki ถูกสร้างมาเพื่อรองรับกีฬาโอลิมปิกปี 1980 ภายในบริเวณ มีสนามกีฬาอื่นๆ ทั้งสระว่ายน้ำ สนามบาสฯ รวมไปถึงลานไดร์ฟกอล์ฟ สนามตั้งอยู่ริมแม่น้ำมอสโก บรรยากาศดีมาก ฝั่งตรงข้ามเป็นเขาที่เรียกว่า Sparrow Hills ซึ่งถือเป็นจุดชมวิวประจำเมืองมอสโก ดังนั้น สนามจึงเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของเมืองมอสโกด้วย
    เกร็ดที่น่าสนใจ:  แม้ว่าจะได้รับการจัดอันดับให้เป็นสนาม “5 ดาว” โดย UEFA แต่สนามแห่งนี้ เคยเป็นสนามจัดนัดชิงรายการใหญ่ของฟุตบอลยุโรปแค่ 2 ครั้ง คือ นัดชิง UEFA Cup ปี 1999 ซึ่ง Parma ทีมจากอิตาลีได้แชมป์โดยเอาชนะ Olympique Marseille ไป 3-0 และอีกนัด คือ นัดชิง UEFA Champions League ปี 2008 ที่ Manchester United เบียดชนะจุดโทษไปได้ 6:5
  2. Stadio Olimpico, Rome, Italy
    สโมสร:  A.S. Roma และ Lazio
    สร้างในปี:  1937
    ความจุ:  73,261 ที่นั่ง
    ดาวเตะประจำทีม:  Francesco Totti หรือ เจ้าชายหมาป่า ผู้ที่เป็นสัญลักษณ์ของทีมโรม่ามาตั้งแต่ปี 1992 ลงเล่นให้โรม่าทีมเดียวตลอดชีวิตการค่าแข้ง มากกว่า 500 นัด และยิงให้ทีมมากกว่า 200 ประตู
    จุดเด่น:  ความขลังของ สนามฟุตบอล แห่งนี้อยู่ที่การเป็นเจ้าบ้านให้แก่ 2 ทีมยักษ์ใหญ่แห่งกรุงโรม คือ Roma และ Lazio ซึ่ง แฟนบอล ทั้งสองทีมต่างเกลียดกันและกันเข้าไส้ ถึงขนาดต้องแยกมุมในสนาม โดย แฟนบอล ฮาร์ดคอร์ของทีมลาซิโอ จะอยู่อัฒจันทน์ฝั่งแหนือ (Curva Nord) ส่วนแฟนโรม่าจะอยู่ฝั่งใต้ (Curva Sud) นอกจากนี้ สัญลักษณ์อีกอย่างที่อยู่คู่สนาม คือ ลู่วิ่ง ด้วยความที่สนามยังใช้จัดกีฬาประเภทอื่นๆ เชน รักบี้ วิ่ง ฯลฯ ได้อีกด้วย
    เกร็ดที่น่าสนใจ:  สนามแห่งนี้ไม่ได้มี ทีมฟุตบอล ทีมใดเป็นเจ้าของ แต่เป็นของสภาโอลิมปิกแห่งชาติ เดิมทีจะมีกำแพงกระจกอยู่รายรอบอัฒจันทน์ เพื่อป้องกันไม่ให้แฟนบอลลงมาในสนาม แต่ได้ถูกถอดออกไปในปี 2008 เพื่อเตรียมเป็นเจ้าภาพจัด UEFA Champions League นัดชิงในปีถัดมา (ซึ่งบาร์ซ่า เอาชนะแมนยูฯ ที่มีโรนัลโด้ ไปได้ในนัดชิง 2-0)
  3. Old Trafford, Manchester, Englandสโมสร:  Manchester United
    สร้างในปี:  1910
    ความจุ:  76,000 ที่นั่ง
    ดาวเตะประจำทีม:  Anthony Martial กองหน้าดาวรุ่งจากฝรั่งเศส ค่าตัว 36 ล้านปอนด์ ที่เพิ่งย้ายจากโมนาโกมาแมนยูฯ แต่คุ้มทันทีเมื่อยิง 4 ลูกติดต่อกันใน 4 นัดแรก โดยเฉพาะลูกที่เลี้ยงเดี่ยวเข้าไปยิงลิเวอร์พูลในศึกแดงเดือด แค่ลูกนั้นลูกเดียว แฟนผีก็บอกคุ้มแล้ว
    จุดเด่น:  สนามกีฬาเหย้าของทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เต็มไปด้วยสัญลักษณ์มากมายที่ผู้ที่มาเยือนต้องถ่ายรูปด้วยแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น หลังคาโครงเหล็ก กับผนังกระจกด้านนอก หรือจะเป็นนาฬิกามิวนิค ที่บอกเวลาค้างที่ บ่ายสามสี่นาที เพื่อรำลึกเหตุการณ์เครื่องบินของนักฟุตบอลทั้มทีมตกในปี 1958 รวมทั้งรูปปั้นของ 2 ผู้จัดการทีม ในตำนาน อย่างเซอร์ แมตต์ บัสบี้ และอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ส่วนด้านใน พื้นที่ที่นั่งสำหรับสต๊าฟฟ์ทีมเหย้าและเยือน ถูกยกเหนือระดับสนามเพื่อให้มองเกมได้ง่าย ตั้งอยู่เหนืออุโมงค์ทางออกของนักเตะที่ถูกยกเลิกไปในปี 1993  ประดับไปด้วยอิฐ เป็นมนต์ขลังของความเก่าแก่ และอัฒจันทน์แต่ละฝั่งที่มีความหมายของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Sir Alex Ferguson Stand ทางเหนือ หรือฝั่งตะวันออก ที่ได้ชื่อว่าเป็นที่นั่งของ แฟนบอล ระดับฮาร์ดคอร์ ซึ่งมีชื่อว่า The Stretford End  
    เกร็ดที่น่าสนใจ:  ชื่อเล่นของสนามแห่งนี้ คือ The Theatre of Dreams เพราะที่นี่เป็นที่ที่นักเตะในพรสวรรค์สูงมากมาย เคยมา “ร่ายมนต์” ในฝัน สร้างชื่อและกลายป็นตำนานของทีม ทั้งรุ่นเก่า จอร์จ เบสต์, เดนิส ลอว์, เซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน หรือรุ่นใหม่อย่างชุดกิ๊กส์-สโคลส์-คันโตน่า-เบ็คแฮม และรุ่นล่าสุดอย่าง โรนัลโด้ หรือเวยน์ รูนี่ย์ เป็นต้น
  4. Amsterdam Arena, Amsterdam, the Netherlandsสโมสร:  Ajax Amsterdam
    สร้างในปี:  1996
    ความจุ:  53,502 ที่นั่ง
    ดาวเตะประจำทีม:  Davy Klaassen ยอดมิดฟิลด์ที่ใครๆก็ขนานนามว่าเป็น “New Bergkamp” ด้วยลีลาการคุมเกมแบบนุ่มนวล ไม่รวดเร็ว แต่บอลติดเท้า และสร้างศิลปะในการทำประตูได้เสมอ
    จุดเด่น:  จุดเด่นของ สนามฟุตบอล แห่งนี้ คือ ความไฮเทค เช่น หลังคาของสนาม ซึ่งสามารถเลื่อนไป-มาได้ เพื่อเปิดรับแสงแดดเข้ามาในสนามให้มากขึ้น หรือคลุมสนามในวันที่ฝนตกก็ได้ นอกจากนี้ การเก็บเสียงสะท้อนในสนามก็ทำได้ดี จึงกลายเป็นที่จัดคอนเสิร์ตดังๆ มากมายในสนาม อาทิ Michael Jackson, Rolling Stones, U2, Madona ฯลฯ  แต่จุดที่ไฮเทคที่สุดของสนาม คือ วิศวกรออกแบบให้ทางด่วน A2 ที่เชื่อมระหว่างเมือง Utrecht – Amsterdam วิ่งลอดใต้สนามถือเป็น สนามฟุตบอล เดียวในโลก ที่มีถนนวิ่งตัดผ่าน สนามฟุตบอล
    เกร็ดที่น่าสนใจ:  ที่นี่เคยเป็นสนามประจำของทีมอเมริกันฟุตบอล Amsterdam Admirals ตั้งแต่ปี 1997-2007 ก่อนที่ NFL จะตัดสินใจยกเลิกลิขสิทธิแฟรนไชส์ไป
  5. Allianz Arena, Munich, Germany
    สโมสร:  FC Bayern Munchen
    สร้างในปี:  2005
    ความจุ:  75,024 ที่นั่ง
    ดาวเตะประจำทีม:  Robert Lewandowski ยอดดาวยิงทีมชาติโปแลนด์ ที่เมื่อไม่นานมานี้ เพิ่งจะระเบิดฟอร์มฮอต ยิง 5 ลูก ใน 9 นาที กลายเป็นสถิติโลกในปัจจุบัน
    จุดเด่น:  สัญลักษณ์ของ สนามฟุตบอล แห่งนี้ ที่กลายเป็นที่จดจำของคนทั่วไป คือ พลาสติก ETFE ที่หุ้มรอบตัวและหลังคาสนาม มองแต่ไกลเหมือนยานบินอวกาศสีขาว และทำให้สนามมีอีกชื่อเล่นว่า “Schlauchboot” หรือ “เรือยางลอยน้ำ” จริงๆแล้วพลาสติกสีขาวนั้น เป็นส่วนผสมพลาสติก-ฟอยล์ชนิดพิเศษที่อัดก๊าซแห้งเรืองแสงได้ไว้ข้างใน ซึ่งสามารถเปลี่ยนสีได้ 3 สี คือ ขาว-แดง-น้ำเงินในตอนกลางคืน เพื่อบอกว่า คืนนั้นทีมใดลงแข่ง (สีขาว – ทีมชาติเยอรมัน/สีแดง – ทีมบาเยิร์น มิวนิค/สีน้ำเงิน – ทีม 1860 มิวนิค) และทำให้สนามใช้ไฟในการสร้างสีรอบสนามเพียง 50 ยูโร ต่อชั่วโมง เท่านั้น
    เกร็ดที่น่าสนใจ:  บริษัทประกันและการเงินชื่อดัง Allianz ได้ซื้อลิขลิทธิชื่อสนามไปเป็นเวลา 30 ปี ทว่า ด้วยกฎของ FIFA และ UEFA ที่ห้ามการเอ่ยชื่อสปอนเซอร์ ที่ไม่ได้เป็นสปอนเซอร์ของทัวร์นาเมนต์ต่างๆนั้น ทำให้เวลาแข่งถ้วยยุโรป หรือในการแข่งฟตบอลโลก จะใช้ชื่อสนามเป็น FIFA World Cup Stadium Munich และ Fußball Arena München แทน
  6. Celtic Park, Glasgow, Scotland
    สโมสร:  Celtic F.C. (Glasgow Celtic)
    สร้างในปี:  1892
    ความจุ:  60,411 ที่นั่ง
    ดาวเตะประจำทีม:  Anthony Stokes ดาวเตะและมือปืนประจำทีมชาวไอริช  ยิงให้เซลติกได้มากกว่า 70 ลูก
    จุดเด่น:  สีเขียว คือ สีประจำ ทีมฟุตบอล กลาสโกว์ เซลติก เจ้าของ สนามฟุตบอล แห่งนี้ ด้วยเหตุนี้ สนามจึงถูกตกแต่งด้วยสีเขียว ด้วยเป็นสีประจำของเซนต์แพทริค เทพผู้ปกป้องชาวเคลต์ (celt) ด้วยแฟนของทีมนี้รากเหง้ามาจากชาวไอริช เป็นชาวคาธอลิกเป็นส่วนใหญ่ ตรงข้ามกับแฟนบอลชาวโปรแตสแตนท์ของทีมคู่รักคู่แค้น กลาสโกว์ เรนเจอร์ส ที่มีสีน้ำเงินเป็นสีประจำทีม ดังนั้น ศึกแห่งศักดิ์ศรีของสองทีมเมืองกลาสโกว์ ที่เรียกว่า Old Firm Derby จึงเป็นเสน่ห์ ที่ทำให้สนามอันเก่าแก่แห่งนี้น่ามาเยือนเป็นอย่างยิ่ง เมื่อคุณมาถึงถิ่นสก็อตแลนด์ สมกับที่แฟนบอลเรียกว่า “The Paradise”
    เกร็ดที่น่าสนใจ:  สนามฟุตบอล แห่งนี้ มีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น เดิมเป็นสนามรูปวงรี และมี แสตนด์แค่ด้านเดียว รอบๆสนามฟุตบอลเป็นลู่แข่งจักรยาน ต่อมาได้ทำแสตนด์สำหรับยืนเชียร์อีก 2 ฝั่ง และด้านหนึ่งกลับมีแสตนด์ที่เรียกว่า The Rangers End ซึ่งเรียกตามชื่อทีมคู่รักคู่แค้น เพราะสมัยก่อน แสตนด์ฝั่งนั้นจะเป็นที่ยืนเชียร์ของแฟนทีมเยือนจากเมืองเดียวกันนั่นเอง สนาม Celtic Park ใช้งานตลอดตั้งแต่ปี 1892 และมีเพียงปีเดียวที่ไม่ได้ใช้แข่งเพราะปิดซ่อมแซม คือ 1994-1995
  7. Wembley, London, England
    สโมสร:  ไม่มี  เป็นสนามกีฬาประจำชาติ
    สร้างในปี:  1923
    ความจุ:  90,000 ที่นั่ง
    ดาวเตะประจำทีม:  Wayne Rooney กัปตันทีมชาติอังกฤษ ผู้เพิ่งจะสร้างสถิติยิงประตูให้ทีมชาติอังกฤษมากที่สุด 49 ประตู จาก 106 นัด เทียบเท่ากับเซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ตำนานของทีมแมนยูฯ ทีมเดียวกันกับเวย์น รูนี่ย์ นั่นเอง
    จุดเด่น:  เดิมทีสนามเวมบลีย์ มีสัญลักษณ์คือ “หอคอยคู่” ซึ่งอยู่กับสนามมาตั้งแต่แรกเริ่มเช่นเดียวกับขั้นบันไดจำนวน 39 ขั้น ที่นักเตะจะต้องปีนขึ้นไป เพื่อรับเหรียญรางวัลจากสมเด็จพระราชินีอลิซาเบ็ธที่ 2 ในการแข่งขันฟุตบอล FA Cup ฟุตบอลถ้วยที่เก่าแก่ที่สุดของโลก ทุกปี จนเมื่อปี 2000 ทางสมาคมฟุตบอลต้องการปรับโฉมใหม่ เพื่อต้อนรับสหัสวรรษใหม่ จึงได้ปรับปรุงสนามใหม่ทั้งหมด ซึ่งส่วนที่สำคัญ คือ โครงสร้างภายนอกที่ทันสมัย เป็นทรงเกือบกลมแทนทรงรีแบบเก่า และมี “arch” ซึ่งเป็นเหมือนรุ้งกินน้ำสูง 133 เมตรเหนือหลังคา สนามฟุตบอลยืนโดดเด่น ซึ่งไม่ใช่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของสนามใหม่ แต่ยังเป็นโครงสร้างที่ใช้ขึงหลังคาของสนาม ซึ่งสามารถเลื่อนไป-มาได้ เพื่อปรับแสงที่สาดลงมาในสนาม
    เกร็ดที่น่าสนใจ:  สนามเวมบลีย์มีความจุ 90,000 ที่นั่งเมื่อไม่มีลู่วิ่งอยู่ที่ขอบสนาม แต่สนามสามารถปรับเป็นที่แข่งกรีฑาได้ด้วย โดยการเลื่อน-ถอดบางส่วนของอัฒจันทน์ออกไป อย่างไรก็แล้วแต่ สนามฟุตบอล แห่งนี้ยังไม่เคยใช้จัดกรีฑา เพราะว่าค่าใช้จ่ายในการแปลงสนาม อาจตกถึงล้านกว่าปอนด์เลยทีเดียว โดยตอนที่สร้างสนามใหม่ ได้ทำส่วนนี้เผื่อไว้ เพียงเพราะต้องการได้ทุนจากหน่วยงานล็อตเตอรี่เท่านั้น
  8. San Siro, Milan, Italy
    สโมสร:  AC Milan และ Inter Milan
    สร้างในปี:  1926
    ความจุ:  81,277 ที่นั่ง
    ดาวเตะประจำทีม:  Carlos Bacca ยอดดาวเตะจากโคลัมเบีย ที่เพิ่งย้ายมาสวมเสื้อทีมปีศาจแดงดำในฤดูกาล 2015-2016 จากเซบีญ่า จัดเป็นกองหน้าที่ทีมต่างๆในยุโรปจับตามองมากที่สุดคนหนึ่ง
    จุดเด่น:  จุดเด่นที่ใครๆก็จำสนามแห่งนี้ได้ ก็คือ เสาคอนกรีตขนาดยักษ์สูง 50 เมตร จำนวน 11 ต้น (4 ต้นที่มุมสนาม 4 มุม) รอบๆ สนามฟุตบอล แห่งนี้ ซึ่งถูกต่อเติมขึ้นมาในปี1990 เพื่อรองรับฟุตบอลโลกปี 1990 ที่อิตาลีเป็นเจ้าภาพ โดยเสาคอนกรีตยักษ์ ที่มีลูกเล่นเหมือนเกลียวน็อตขนาดยักษ์นี้ สร้างขึ้นเพื่อเป็นโครงในการยึดหลังคาใหม่ของสนามที่ปิดรอบอัฒจันทน์ทั้ง 4 ด้าน รวมทั้งเป็นแกนรับน้ำหนักของโครงสร้างอัฒจันทน์ชั้นที่ 3 ซึ่งทำให้สนามมีความจุถึง 8 หมื่นที่นั่งอย่างปัจจุบัน โดยไม่ต้องขยายพื้นที่สนามออกทางกว้าง
    เกร็ดที่น่าสนใจ:  เดิมที สนามเป็นของสโมสร AC Milan แต่หลังจากสร้างเสร็จในปี 1926 อีก 9 ปีต่อมา ทีมก็ขายสนามให้แก่สภาเมืองมิลาน และอยู่ในการดูแลของเมืองจนปัจจุบัน ทำให้สนามนี้ ถูกแบ่งกันใช้ระหว่างคู่แค้นประจำเมือง คือ Inter Milan (เสื้อน้ำเงิน-ดำ) และ AC Milan (เสื้อแดง-ดำ) ตลอดมา
  9. Santiago Bernabeu, Madrid, Spain
    สโมสร: Real Madrid
    สร้างในปี:  1947
    ความจุ:  85,454 ที่นั่ง
    ดาวเตะประจำทีม:  Cristiano Ronaldo ยอดแข้งชาวโปรตุเกส ที่ไม่เพียงมีหน้าตาเป็นอาวุธ แต่ยังมีฝีเท้ายอดเยี่ยม จนได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของโลก (FIFA Ballon d’Or) ใน 2 ปีล่าสุดติดต่อกัน (2013-2014)
    จุดเด่น:  สนามที่ภายนอกดูเหมือนกล่องคอนกรีตสี่เหลี่ยมนี้ มีความจุเดิมถึง 110,000 ที่นั่ง ก่อนที่ UEFA จะเปลี่ยนกฎให้ สนามฟุตบอล เป็นที่นั่งทั้งหมด (all-seater stadium) จนความจุสนามลดลงเหลือเพียง 5 หมื่นกว่าที่นั่ง ทำให้ในปี 1992-1994 ทีมได้ตัดสินใจขยายสนามในแนวสูง โดยการเติมเสาคอนกรีตยักษ์ ซึ่งใช้เป็นหอคอยยักษ์ มีทางเดินวนขึ้นไปยังอัฒจันทน์ชั้นบนสุดพร้อมบันไดขนาบสองฝั่ง และเติมอัฒจันทน์ชั้นที่ 3 ที่มีที่นั่งทำมุม 87 องศา ทำให้เห็นเกมข้างล่างในสนามได้ชัดเจน พร้อมหลังคาปิดทับทุกด้าน  ถือเป็น สนามฟุตบอลไม่กี่แห่ง ที่มีความจุเกือบแสน และทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป
    เกร็ดที่น่าสนใจ:  ด้วยความที่สนามเสริมความสูง จากการเพิ่มอัฒจันทน์ชั้นที่ 3 ทำให้สนามสูง 45 เมตร จากเดิม 22 เมตร และหลังคาปิดคลุมหมดทุกด้าน ทำให้แสงแดดเข้าไม่ถึงตัวสนามหญ้าในฤดูหนาว และหญ้าตายเป็นจำนวนมาก ดินแข็งและเล่นบอลลำบาก ดังนั้น ทีมรีล มาดริดจึงติดตั้งท่อน้ำร้อน ความยาวกว่า 30 กม. ใต้สนามลึกลงไป 20 ซม.  ซึ่งทำให้หญ้าไม่ตาย และชุ่มชื้นพอที่จะรักษาความนุ่มของพื้นสนาม
  10. Camp Nou, Barcelona, Spain
    สโมสร:  FC Barcelona
    สร้างในปี:  1957
    ความจุ:  99,354 ที่นั่ง
    ดาวเตะประจำทีม:  Lionel Messi สุดยอดนักเตะของโลกในปัจจุบัน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักเตะจากต่างดาว เพราะทำสิ่งมหัศจรรย์บนสนามได้หมด จนคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของโลก (FIFA Ballon d’Or) ได้ถึง 3 สมัยติดต่อกัน (2010-2012)

    จุดเด่น:
      สนามฟุตบอล ของสุดยอดทีม บาร์เซโลน่า แห่งนี้ เป็นสนามที่ใหญ่ที่สุดทั้งของสเปน และของยุโรป และใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลก รองจากสนามกีฬาแห่งชาติของเกาหลีเหนือ สนามทรงรี ที่มีอัฒจันทน์รอบด้านถึง 3 ชั้นแห่งนี้ ไม่ค่อยได้รับการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในมากนัก ทำให้ยังคงรักษาบรรยากาศเก่าๆ ไว้เหมือนสมัยก่อน โดยเฉพาะบรรยากาศการเชียร์ ฟุตบอล กลางแจ้ง เพราะสนามมีหลังคาคลุมแค่ฝั่งเดียวเท่านั้น ส่วนข้างใต้สนาม ยังเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีคนเข้าชมมากที่สุดแห่งหนึ่งของสเปน คือ FC Barcelona Museum รอบๆสนาม มีทั้งรถราง รถบัส และรถไฟใต้ดินให้บริการ  ทำให้การเดินทางไปสนาม ง่ายเหมือนไปห้างสรรพสินค้า
    เกร็ดที่น่าสนใจ:  ด้วยความเป็นทีมยอดนิยม แฟนบอลเหนียวแน่นและเพิ่มขึ้นทุกๆปี  ทำให้บาร์เซโลน่า คิดที่จะย้ายออกจากสนามที่มีความจุเกือบแสนนี้ไปยังสนามใหม่ เช่นเดียวกับครั้งแรกที่สร้าง Camp Nou ให้ใหญ่ถึงแสนที่นั่ง เพราะว่าสนามเดิมที่จุได้ 6 หมื่นกว่าคน (!!!) ไม่เพียงพอต่อความนิยมอยู่ดี

ใส่ความเห็น